7/6/1981 เครื่องบิน F-16 ของ อิสราเอลทิ้งระเบิดโจมตี

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิรัก นอกกรุงแบกแดด

ทำให้โครงการวิจัยนิวเคลียร์ของอิรักต้องหยุดชะงักตั้งแต่บัดนั้น

 เบื้องหลังความสำเร็จของปฏิบัติการนี้คือ MOSSAD!!

  1973 ใน ขณะที่โลกกำลังประสบวิกฤติพลังงาน ฝรั่งเศสหาทางเอาตัวรอดด้วยการ เซ็นสัญญา ขายเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้อิรักแลกกับน้ำมัน ในสัญญาบอกถึงการใช้ยูเรเนี่ยมเข้มข้น 93%ในการเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งในความเข้มข้นระดับนี้สามารถใช้เป็นอาวุธนิวเคลียร์ได้!!!   จริงๆความการผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์สามารถใช้ยูเรเนี่ยม ความเข้มข้นต่ำที่เรียกว่า”คาราเมล”ได้ อิสราเอลเฝ้าจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด..........

ปี 1978 อเมริกา กดดัน ฝรั่งเศส ให้ยกเลิกการส่งยูเรเนี่ยมเข้มข้น 93% ให้อิรัก เพราะหวาดระแวงว่า ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักขณะนั้นจะเอาไปผลิตระเบิดนิวเคลียร์ ฝรั่งเศสเลยต้องส่งแค่ “คาราเมล” ให้อิรัก แต่ รัฐบาลอิรักยืนยันอย่างเกรี๊ยวกราดว่าฝรั่งเศสต้องทำตามสัญญา คือต้องส่งยูเรเนี่ยมเข้มข้น 93%มาให้เท่านั้น !!   สิ่งนี้ยืนยันว่า “อิรักต้องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์แน่นอน!!!!”

 

 ปฏิบัติการของ MOSSAD จึงเริ่มขึ้นในชื่อ Operation Sphinx โดยเป้าหมายของปฏิบัติการคือ ตรวจสอบความคืบหน้าของโครงการนิวเคลียร์ของอิรัก หลังจากเริ่มต้น ปฏิบัติการ สิ่งที่แรกที่ต้องหาคือ “ใครบ้างที่อยู่ในโครงการนิวเคลียร์ของอิรัก” ตอนนี้พวกนักวิทยาศาสตร์อิรักพวกนี้ ไปเรียนรู้เทคโนโลยีอยู่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ Sarcelles

 ประเทศฝรั่งเศส David Biran หัวหน้าแผนกการเจ้าหน้าที่ MOSSAD ใช้เวลา 2 วัน ...หมดไปกับการค้นแฟ้มประวัติบุคคล...ทุกอย่างว่างเปล่า...

 

 เรื่องจึงมาถึง Arbel หัวหน้า MOSSAD ประจำฝรั่งเศสเป็นผู้ดำเนินการต่อ สำหรับ MOSSAD พวกเจ้าหน้าที่จะไม่อยู่ในสถานฑูตแต่จะอยู่ใน “ฐานปฏิบัติการ” ซึ่งมีกระจายกว่า 100 แห่ง ที่ถูกซื้อไว้ และอีกกว่า 50 แห่งที่ถูกเช่า แต่ระบบที่ประหลาดของอิสราเอลคือ MOSSAD จะมีอำนาจเหนือ เอกอัคราชทูต จดหมายทุกฉบับที่เข้าออก สถานทูตต้องผ่านตา MOSSAD !!!  

  Marcel (ชื่อรหัส) ซึ่งเป็น sayanim (อาสาสมัครยิวที่ยินดีช่วย MOSSAD ปกติถ้าไม่หมดหนทางจริงๆ MOSSAD จะไม่ไหว้วานคนพวกนี้เด็ดขาด) Marcel ทำงานในโรงไฟฟ้า Sarcelles , MOSSAD ต้องการรายชื่อพวกนักวิทยาศาสตร์อิรักในเอกสารจริง ปกติการได้ข่าวจากสายสืบมักเป็นการบอกด้วยปากเปล่า ไม่ก็เป็นกระดาษที่ถูกคัดลอกมา เพราะการเคลื่อนย้ายเอกสารจริงจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกจับ และสายลับจะตกอยู่ในอันตราย แต่ชื่ออาหรับนั้นเรียกแตกต่างกันได้ในหลายๆสถาณการณ์ ซึ่งสร้างความสับสนมาก

 บังเอิญว่า Marcel จะได้มาที่ปารีส ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎอะไร ถ้าเขาจะถือเอกสารรายชื่อพวกนั้นมาด้วย ในคืนก่อนนัดพบ katsa (เจ้าหน้าที่ประสานงาน MOSSAD) ได้แอบไปพบ  Marcel แล้วแนะนำวิธีซ่อนเอกสารไว้ด้านข้างประตูรถ แล้ว katsa ก็ก๊อบปี้กุญแจรถของ Marcel เอาไว้

 ส่วนสถานที่นับพบคือ ร้านอาหารแถว Ecole Militaire ซึ่งจะมีรถเฟอรารี่สีแดงซึ่งมีสติ๊กเกอร์สีดำติดอยู่ที่กระจกหลังรถ รถคันนี้ถูกเช่าและจ่ายค่าที่จอดรถค้างคืนไว้รอเพื่อกันความผิดพลาด วันนัดพบ Marcel ต้องขับรถวนเป็นวงกลม 1 บล็อก รอบบริเวนที่พบรถเฟอรารี่สีแดง เพื่อป้องกันการสะกดรอย เพราะในงานที่เกี่ยวกับความมั่นคงจะมีเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจตราเจ้าหน้าที่ในงานอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ MOSSAD คอยตรวจเช็คอีกรอบเมื่อไม่พบการติดตาม รถเฟอรารี่สีแดงเคลื่อนออกไป รถของ Marcel ได้จอดในบริเวณใกล้ๆร้านอาหารพอดี

 หลังจาก Marcel เดินเข้าร้านอาหารไป เจ้าหน้าที่ MOSSAD 2 คนได้เดินมาเปิดประตูรถแล้วเอาเอกสารออกไป แล้วไปนั่งอยู่ในร้านอาหาร เมื่อนั่งแล้วเจ้าหน้าที่คนนึงได้ทำท่าสั่งอาหาร อีกหนึ่งคนทำเป็นเข้าห้องน้ำแล้วถ่ายรูปเอกสารทั้งหมดลงไมโครฟิล์ม ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าลูกกระสุนปืนพกแล้วยึดติดกับยางซ่อนในปาก สักพักเจ้าหน้าที่ MOSSAD ก็ออกจากร้านแล้วเก็บเอกสารคืนรถของ Marcel แล้วจากไป

 วันรุ่งขึ้นรายชื่อทั้งหมดนี้ก็อยู่ในโต๊ะสำนัก MOSSAD ที่เทลอาวีฟ การส่งข้อมูลของ MOSSAD จะถูกส่งเป็นการเข้ารหัส 2 ชั้น ตัวอย่างเช่น อับดุล  อับ=7 ดุล=21  ถ้าหากมีคนดักฟังข้อมูล ได้คำว่า 721 ไปก็จะได้ความหมายเพียงแค่ครึ่งเดียว สรุปคือไม่ได้อะไรเลย ยิ่งถ้าดักฟังได้ขาดๆหายๆยิ่งไม่ต้องพูดถึง นระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยการจับสุ่มระบบรหัสที่มีมากมายอยู่ใน MOSSAD มาจับรวมกัน เช่น อับ = ใช้ระบบรหัส A ดุล = ใช้ระบบรหัส B จะยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก และรหัสพวกนี้จะเปลี่ยนแปลงทุก 1 สัปดาห์

 ทาง เทลอาวีฟ ส่งข้อความมาให้กลุ่มปฏิบัติการที่ปารีสว่า “จัดการตามสะดวก” ซึ่งหมายความว่า จะเข้าหาเป้าหมายคนไหนก็ได้ ดูเหมือน บลูตัส อีเบ็น ฮาลิม (Butrus Eben Halim) จะเป็นเป้าหมายแรกเพราะ เขาเป็นคนเดียวที่เขียนที่อยู่ตัวเองลงใน แฟ้มรายชื่อ!!!   แบบนี้ตีความได้หลายอย่าง เช่น อยู่ในที่มีระบบความปลอดภัยหนาแน่น? หรือ หละหลวมจนเขียนลงไป? ข้อมูลอื่นๆคือ ฮาลิม อายุ 42 ปี แต่งงานแล้วแต่ยังไม่มีลูก

สำหรับคนมุสลิมที่แต่งงานจนอายุตั้ง 42 ปีแต่ยังไม่มีลูกเป็นเรื่องไม่ปกติบ่งบอกว่า ชีวิตแต่งงานนี้ไม่ค่อยมีความสุข ส่วนประกอบนี้อาจเป็นกุญแจให้เข้าถึง ฮาลิม ได้ง่ายขึ้น

 ตอนนี้พวก sayanim จัดการหาที่อยู่ให้ทีมสอดแนมของ MOSSAD ซึ่งมีประมาณ 6-9 คน สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ระบุรูปพรรณ สัญฐาน ของ ฮาลิม ,ติดตามดู ฮาลิม พวกเขาต้องการรู้ตารางชีวิตของ ฮาลิม และภรรยาของฮาลิม ต้องการรู้ว่าทีมรักษาความปลอดภัยอะไรคุ้มครองฮาลิมอยู่ พวกอิรักหรือฝรั่งเศส?

 

 2 วันต่อมา Dina หนึ่งในทีมสอดแนมของ MOSSAD ซึ่งตอนนี้แปลงโฉมตัวเองเป็น นักศึกษามหาวิทยาลัยผู้หารายได้พิเศษ เป้าหมายเธอคือต้องการระบุ รูปพรรณ ภรรยาของฮาลิม ,Dina ได้มาเคาะประตูบ้าน ฮาลิม เพื่อขายน้ำหอม ในเวลาที่ฮาลิมไม่อยู่บ้าน ภรรยาของฮาลิมคือ ซามิร่า (Samira) ได้ดูราคาน้ำหอมซึ่งถูกกว่าที่ห้างเกือบครึ่ง ถึงกับสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้น (จริงๆแล้วทั้ง แผ่นพับราคาสินค้า และผลิตภัณฑ์ในครั้งนี้ MOSSAD ทำขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ),

 

 Dina ใช้เทคนิคการเข้าตีสนิทในแบบ MOSSAD คือ สร้างความประทับใจแรกพบจาก 3 อย่าง 1.sex 2.เงินหรือผลประโยชน์ 3.ความสำเร็จหรือการจุดประกายความมุ่งหวังในใจ  ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายหมดการตั้งกำแพงป้องกันตัวเองลงอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เจอกันครั้งแรก ซามิร่า ได้พูดพล่ามถึงชีวิตสมรสที่ไม่มีความสุขของหล่อนให้ Dina ฟัง อย่างหมดเปลือก ชีวิตเธอมาจากครอบครัวที่ร่ำรวย.. ตอนนี้เธออยู่ได้ด้วยเงินของครอบครัวเธอเอง  เธอนินทาลับหลังสามีเธอว่าเอื่อยเฉื่อยไร้แรงกระตุ้นในชีวิต...

 

 เพื่อให้มีโอกาสกลับมาพบ ซามิร่า อีกครั้ง Dina ขายน้ำหอมโดยให้จ่ายก่อนครึ่งนึง แล้วรับสินค้าไปก่อน ส่วนอีกครึ่งจ่ายอีกครั้งเพื่อรับของที่ระลึก .....แต่ ซามิร่า ก็บอกว่า เธอต้องกลับอิรัคในอีก 2 อาทิตย์เพราะแม่เธอต้องผ่าตัดใหญ่

....บิงโก!!! เมื่อ ฮาลิมอยู่คนเดียวโอกาสในการเข้าประกบจะง่ายขึ้น!!

 

  2 วันต่อมา Dina ไปพบ ซามิร่า อีกครั้งโดยเอาสินค้าอื่นๆไปให้เลือกด้วย โดยเลือกเวลาการเข้าหาในช่วงที่ ฮาลิมกำลังจะออกจากบ้านพอดี เพื่อช่วยยืนยันรูปพรรณของ ฮาลิม อีกครั้ง....

  ตอนนี้ MOSSAD มอบหมายให้ Dina หาทางพา ซามิร่า ออกจากบ้านให้ได้ 2 ครั้ง

ใน ครั้งที่ 1 พวก MOSSAD จะเข้าไปในบ้านเพื่อสำรวจ ถ่ายรูปเก็บรายระเอียด แอบทำสัญลักษณ์ต่างๆไว้ เพื่อวางแผนติดตั้งอุปกรณ์สอดแนม พวก MOSSAD จะกลับไปวางแผนกันที่ เซพเฮาส์ ทำบ้านจำลองนาดเล็กของฮาลิม แล้วอภิปรายกัน

ครั้งที่ 2 พวก MOSSAD จึงจะแอบเข้ามาติดตั้งอุปกรณ์สอดแนม...

 

 ขณะ Dina คุยกับ ซามิร่า เรื่องผู้หญิงๆ ซามิร่า บ่นถึง ทรงผมของเธอ Dina จึงเสนอให้ ซามิร่าไปทำผมกับ ช่างผมที่เธอรู้จักคนนึงในเมือง ซามิร่า รีบตอบรับทันที!! เหตุเพราะ เธอแทบไม่ได้ไปไหน สามีก็ทำงานหนักไม่ได้หยุดพัก  เธอเหงา..ชีวิตแทบไม่มีสังคมแบบผู้หญิงมุสลิมทั่วไปที่ต้องถูกบังคับให้อยู่ติดบ้าน .......  

 Dina หยิบของที่ระลึกสุดหรูออกมา มันเป็นที่ห้อยพวงกุญแจแบบแฟนซี Dina ขอให้ซามิร่าส่งกุญแจให้เพื่อติดที่ห้อยพวงกุญแจให้ ในเวลาสั้นๆ พวงกุญแจพวกนั้นถูกแอบหนีบในกล่องพลาสติกขึ้นรูปเล็กๆ ที่ Dina ซ่อนไว้ ....แล้วกุญแจทั้งหมดพวกนี้ก็ถูกนำไปก็อบปี้ต่อ!!

 สบโอกาสทีมสอดแนมจะเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังซึ่งมีขนาดเล็กและกลมกลืนจนดูไม่ออก ใน โต๊ะ ตู้ โทรศัพท์ คนทั่วๆไปคิดว่าการกระทำแบบนี้ต้องแอบทำลับๆล่อๆ เปล่าเลย ในเมื่อเดินเข้าประตูบ้านได้ง่ายๆจะไปเสี่ยงทำไม? ..

  ต่อให้ไม่มีกุญแจปั๊ม พวก MOSSAD ก็ยังเลือกเดินเข้าทางประตูอยู่ดี ด้วยสิ่งประดิษฐ์ของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น ประตูที่ปิดด้วยกุญแจ คีย์การ์ด หรือสแกนลายนิ้วมือ ก็ไม่สามารถป้องกันMOSSAD ได้ ทุกสิ่งที่ได้จากการดักฟังจะถูกส่งไป เทลอาวีฟ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญภาษาท้องถิ่นทั่วโลกช่วยกันแปล  และรีบส่งข้อมูลกลับมาให้ทีม MOSSAD ที่ปารีส

  ส่วน ฮาลิม... เมื่อเขาถูกระบุตัวแล้ว MOSSAD ได้ส่งคนตามประกบเขา หลายคนอาจคิดถึงฉาก หนังที่มีใครเดินตาม แอบดักตามมุมตึก เปล่าเลย .... การประกบคนๆนึง ใช้ทีม MOSSAD หลายๆคน   บางคนอาจแค่เดินสวนเป้าหมายโดยแกล้งเป็นแค่คนเดินถนนธรรมดาๆ... เป็นการสะกดรอยของ MOSSAD ไม่เคยทำให้เป้าหมายรู้ตัว!!

  ในกรณีของ ฮาลิม นั้นง่ายมาก ฮาลิม เป็นคนที่ทำทุกอย่างเป็นกิจวัตร เขาออกจากบ้านเวลาเดิมและนั่งรถเมล์เวลาเดิม ถึงหน่วยงานความมั่นคงอิรักจะแนะนำให้ ฮาลิม ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางบ่อยๆ และพยายามสังเกตการณ์ถูกสะกดรอย แต่ด้วยแค่งานก็เหนื่อยพอแล้ว ฮาลิมจึงเลิกสนใจคำแนะนำพวกนั้น... แต่ปัญหาคือ จะเข้าถึงตัว ฮาลิม อย่างไร....... 

 

วิธีที่ 1 คือแกล้งทำตัวเป็นพวกอาหรับแล้วจ่ายเงินซื้อ ฮาลิม ซะ... แต่วิธีนี้ก็เสี่ยงเกินไปถ้าพลาดจะไม่มีโอกาสซ้ำสองอีก

 

วิธีที่ 2 เข้าถึง ฮาลิม ผ่านภรรยาของเขา “ซามิร่า” แต่หลังจากการพบกัน เพื่อพา ซามิร่า ไปทำผมครั้งที่ 2  MOSSAD ดักฟังการพูดกระแนะกระแหนของ ซามิร่า กับ ฮาลิม ว่า “ฉันเห็นว่าแกมองสาวคนนั้นยังไง แกเห็นฉันจะไป สันดานแกก็เริ่มออกแล้วเหรอ!!”  ...วิธีนี้จึงต้องล้มเลิกไป

 

 แต่ MOSSAD ใช้วิธีที่ 3 !! ทุกๆวันที่ ฮาลิม ออกมารอรถเมล์ ที่ป้ายรถเมล์จะมีสาวสวย ผมบรอนด์ ตาฟ้า แต่งตัวเซ็กซี่ ผู้ชายคนไหนไม่มองหล่อนคงผิดปกติเต็มที สาวสวยคนนี้จะรอ