(ลักษณะชาวมองโกลที่ชอบขี่ม้า เลี้ยงเหยี่ยว) 

ในงานเฉลิมฉลองรัฐมองโกล ครั้งแรก

โหราจารย์ มองโกลแนะนำให้เตมูจินเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น “เจงกิสข่าน”

แปลว่าข่านผู้ยิ่งใหญ่ และหลอมทองคำชื่อ “เจงกิสข่าน” ขึ้นธงนำทัพของมองโกล

นับแต่นั้นจน เจงกิสข่านเสียชีวิต ลักษณะของเจงกิสข่าน มีเพียงภาพวาดของจีน

ที่วาดได้ใกล้เคียงที่สุดคือ“สูงใหญ่ผิดคนธรรมดา ศีรษะโต ผมสีขาวก่อนวัยปกติ

หนวดเส้นเล็กบาง ดวงตาเรียวเล็กแต่แววตาอำมหิต”

ตอนประชุมเผ่ามองโกลเจงกิสข่านเคยถามผู้นำเผ่าตาร์ตาร์

(ซึ่งเป็นพวกเร่ร่อนนับถืออิสลาม ซึ่งโหดเหี้ยมที่สุดในทุ่งหญ้าสเตปป์) ว่า

“อะไรคือสิ่งที่ทำให้ท่านมีความสุขที่สุด”

 (รูป ทหารมองโกลจะรบบนหลังม้าเป็นหลัก ขณะที่พวกทหารราบ กับพวกด่านหน้าที่ไต่กำแพงเมืองมักเป็นทหารเชลย)

ผู้นำตาร์ตาร์บอก “การได้ควบม้าดีๆสักตัว และเลี้ยงเหยี่ยวแสนรู้”

เจงกิสข่านกลับบอกว่า “ไม่ใช่.. ต่อไปความสุขของพวกเราคือ การบุกสังหารศัตรู และขึ้นควบ ม้าและผู้หญิงของมัน”

  การที่รวมเผ่าต่างๆที่รบราฆ่าฟันกันมานาน เข้าด้วยกันนานๆไปไม่พ้นว่า พายุแห่งความคลุ้มคลั่งก่อตัวขี้นมาอีกเมื่อไร

ทางเลือกที่ดีที่สุดของ เจงกิสข่านคือ “เอาพายุไปปล่อย นอกมือของตัวเอง”ถึงเจงกิสข่านจะโหดเหี้ยม

แต่ไม่ใช่คนที่มุทะลุขาดสติ ในการจะทำอะไรทุกๆเรื่องเจงกิสข่านต้องวางแผนรอบคอบเสมอ

แหล่งข่าวที่ดีที่สุดของเจงกิสข่านคือบรรดาพ่อค้าต่างๆที่เข้ามาค้าขายกับมองโกลนั้นเอง 

เจงกิสข่านใช้เวลา 3 ปีในการวางแผนรบกับจีน

 

  ตอนนั้นจีนกำลังอยู่ในภาวะสงครามกับชนเผ่าจิน(เกาหลี)ซึ่งตีพวกฮั่น(ราชวงศ์ซ่ง) ถอยลงใต้ไปเรื่อยๆ

เจงกิสข่านอ้างว่าต้องการปราบเผ่าเหล็ก อริของเผ่ามองโกล ซึ่งอยู่ในกำแพงเมืองจีน จึงยกทัพข้ามเข้ามาโจมตีเผ่าเหล็ก

และฉวยโอกาสยึดหลายหัวเมืองของจีน เมื่อยึดเมืองใดได้สิ่งที่พวกมองโกลทำคือ สังหารทุกคนที่อยู่ในเมือง

ยึดม้า แล้วเอาผู้ชายทั้งหมดที่พอรบได้เกณฑ์เข้าเป็นทหารราบแนวหน้า แล้วบุกเข้าเมืองต่อไป

ทำให้ทหารที่ป้องกันเมืองขวัญกำลังใจตกต่ำเพราะต้องฆ่าพวกเดียวกันเอง ในเวลาสั้น ทหารมองโกลบุกตีทุกเมือง

ความพินาศรวดเร็วราวกับลมบ้าหมูที่พัดผ่าน เมื่อพระราชวังจักรพรรดิจินถูกยึด

เจงกิสข่านออกคำสั่งตามล่าตัวจักรพรรดิทันที ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย พร้อมกับบอกว่า

“คนโง่ๆแบบนั้นไม่เหมาะจะเป็นจักรพรรดิประเทศจีน”

 

(รูป เจงกิสข่านจากช่างวาดชาวเปอร์เซีย) 

ในขณะที่ยึดจีนได้พวกมองโกลได้เรียนรู้วิทยาการการทำถนน โลหะและดินปืน บัญฑิต มากมายที่มองโกลกวาดต้อนมา

จากจีนหนึ่งในนั้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “เย่เฟย” อดีตเจ้าชายราชวงศ์จิน ต่อมาได้เป็นอาจารย์ของกุบไลข่าน เป็นผู้สอนภาษาจีนให้ลูกหลานเจงกิสข่านทุกคน

และเป็นผู้ช่วยชีวิตคนจีนนับล้านจากการสังหารโหด ด้วยการกล่าวว่า

“ถ้าท่านข่านฆ่าคนจนหมด แล้วจะเหลือใครทำงานให้ท่าน”

  

 (รูปเครื่องดีดหิน รูปแบบการตีเมืองของมองโกล)

   เมื่อเจงกิสข่านยึดจีนทางเหนือได้ พ่อค้าจากแดนไกลคือ ตะวันออกกลาง ยุโรปได้โผล่หน้ามาให้เห็น

คำถามที่เจงกิสข่านมักถามคือ “แผ่นดินที่พวกท่านอยู่เป็นอย่างไร? นับถือศาสนาอะไร?”

หนึ่งในบรรดาพ่อค้าที่ขี้โม้ที่สุดคือ พวกแขกเปอร์เชีย ที่บอกว่า

“คิดแดนของข้า เขียวชอุ่มตลอดปีนมวัวที่เลี้ยงจากแผ่นดินของพวกข้ารสหวานปานน้ำผึ้ง เพาะปลูกได้ทั้งปีไม่เคยอดอยากอาหารการกิน”

ว่าแล้วเจงกิสข่านก็สนใจ ส่งทูตและพ่อค้า ไปเจริญความสัมพันธ์กว่า40 คน

 

  ตอนนั้นผู้นำเปอร์เชียคือจักพรรดิ์ ชาห์ โมฮัมเม็ด ผู้ซึ่งครองบัลลังค์โดยผ่านการปราบดาภิเศก

เขาภูมิใจที่จะให้ใครๆ เรียก เขาว่า ชาร์ โมฮัมเม็ด กษัตริย์ผู้พิชิตแห่งเปอร์เซีย

(พวกกษัตริย์แขก ชอบให้ตัวเองมีฉายาต่อท้ายยาวๆ ) เมื่อคณะทูต มองโกลมาถึงเปอร์เชีย

ชาห์ โมฮัมเม็ด กล่าวหาว่า คณะทูตทั้งหมดเป็นสายลับว่าแล้วก็จับคณะทูตทั้งหมดตัวหัว

เหลือเพียงหัวหน้าทูต คนเดียวที่ถูกกล้อนผมและเอาไฟเผาหนวดเคราจนหน้าเสียโฉม

  เมื่อหัวหน้าทูตกลับถึงคาราคอรัม(เมืองหลวงมองโกล) เจงกิสข่าน โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที

เพราะตามธรรมเนียมมองโกล ทูต คือตัวแทนกษัตริย์การทำแบบนี้เป็นเรื่องหยามน้ำหน้าที่สุด 

เจงกิสข่านถึงกับขอเวลาอยู่เงียบๆเพียงลำพัง แล้วถามเย่เฟยว่า“ถ้าข้าทำศึกกับเปอร์เชีย ข้าจะชนะหรือไม่” 

เย่เฟยทำเป็นดูดวงแล้วกล่าวว่า “ชัยชนะของท่านรออยู่ที่ตรงใต้”

(บางทีการที่เย่เฟย พูดแบบนี้อาจเพราะอยากให้เจงกิสข่านเลิกยุ่งกับเมืองจีนก็เป็นได้)

 

(รูป บรรยากาศการเข้าตีเมืองของโมงโกล) 

วันรุ่งขึ้น เจงกิสข่านจึงจัดทัพ 150,000นาย ไปรบกับเปอร์เชียทันที ถึงจะต้องเดินทางไกลกว่า 1,700 ไมล์ก็ตาม

เจงกิสข่านส่งหนังสือให้ชาห์ โมฮัมเม็ดว่า “ฝ่าบาทท่านเลือกที่จะทำสงคราม พระเจ้าเท่านั้นที่รู้ผลของมัน”

บันทึกกล่าวว่า“พวกทหารมองโกลเรียนเพิ่งรู้วิธีตัดถนนจากจีนพวกเขาเดินทัพคู่กับการตัดถนนได้อย่างรวดเร็ว

พวกเขาถึงกับล้มม้าตัวเองกินเป็นอาหาร ผ่านพื้นที่ร้อนแล้งหนาวเย็นแค่ไหน

แต่ไม่น่าเชื่อพวกมองโกลกลับแทบไม่เสียกำลังพลจากการเดินทางครั้งนี้เลย”...

 

 เมื่อกองทัพมองโกลปรากฎตัวที่ชายแดนเปอร์เชีย ม้าด่วนวิ่งไปแจ้ง ชาร์โมฮัมเม็ด ท่ามกลางความตกตะลึง

”ไอ้พวกคนเถื่อนพวกนั้นมาถึงนี่จริงๆ เหรอนี่!!!”เปอร์เซียใช้เวลา 1 สัปดาห์ในการจัดทัพเข้ารบกับมองโกล

แต่เพียง  1 สัปดาห์กองทัพมองโกลก็ปล้นสะดมเมืองเล็กๆหลายเมือง และบำรุงกองทัพจนสดชื่นขึ้นมาอีกครั้ง

เมื่อกองทัพทั้ง 2 ประจันหน้ากัน เปอร์เซียมีกำลังพล 300,000 นายเทียบกับมองโกล 150,000 นาย

กล่าวได้ว่า ทหารเปอร์เซียเหมือนกับถูกสังหารโหด ด้วยทหารปีศาจที่ยิงธนูรวดเร็วราวลูกปืนได้อย่างแม่นยำทั้งๆที่อยู่บนหลังม้า

กลยุทธ์โอบล้อมด้วยกองทัพที่สลับกันเข้าออกเหมือนรัวหมัดฮุค

กลยุทธ์ควันอำพลางที่ปล่อยทหารมองโกลวิ่งผ่าควันมาเปลี่ยนเอาม้าสดชื่นเข้าสนามรบตลอดเวลา แต่ศัตรูตามมาหลังควันไม่ได้เนื่องจากควันกลิ่นเหม็นมาก

ม้าของศัตรูไม่ชินกลิ่นนี้ แต่กลยุทธ์ที่สร้างความเสียหายที่สุดกับเปอร์เซียคือ

การรบกลางคืนโดยทหารมองโกลเปลี่ยนจากธงเป็นโคมไฟสี ซึ่งสร้างความสับสนให้ทหารเปอร์เซียที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนอย่างมาก ...

เวลาผ่านไป 3 วัน ที่สมรภูมิ มีแต่ศพทหารเปอร์เซียนอนเกลื่อนแต่ ....หาศพทหารมองโกลแทบไม่มี!!

ชาห์ โมฮัมเม็ดถึงกลับหวาดกลัวจนขากรรไกรสั่นแล้วกล่าวว่า “ไอ้พวกมองโกลมันคือทหารปีศาจ!!

หลังจากรบการ 1 สัปดาห์ กองทัพเปอร์เซีย ถอยร่นด้วยความปราชัยที่ย่อยยับ

 

   ชาห์โมฮัมเม็ด เลือกสงวนกำลังหลักไว้สามเมือง คือ ซามาคัส(เมืองหลวง)และหัวเมืองรองๆลงมา

แต่เจงกิสข่านกลับไม่รีบบุก 3 เมืองหลักแต่เลือกตีเมืองอ่อนแอรอบๆที่ไม่มีกองทหารอารักษา

เมื่อเมืองย่อยๆไม่สามารถส่งเสบียงให้เมืองใหญ่ๆได้เมืองใหญ่จึงถูกตีแตกตามมาอย่างง่ายดาย

สิ่งหนึ่งที่เจงกิสข่านไม่เคยแตะต้องแม้จะปล้นเผาเมืองจนพินาศก็ตามนั้น

คือ วัด โบสถ์ สถานที่สำคัญทางความเชื่อทั้งหลาย

เมื่อ ซามาคัสถูกตีแตกเจงกิสข่านในชุดสีดำทะมึนตัวสูงใหญ่เดินไปที่มัสยิดประจำเมือง

เพื่อประกาศให้ชาวเมืองเอาเสบียงมาให้ทหารพร้อมกล่าวว่า

“ชาร์ โมฮัมเม็ด มันเป็นคนที่เย่อหยิ่ง อวดดีพระเจ้าจึงสั่งให้ข้ามาที่นี่เพื่อลงโทษมัน”

ชาวเมืองผู้หนึงรู้สึกทึ่งในบุคลิกที่น่าเกรงขามขามของ เจงกิสข่าน จึงถามโต๊ะครูของอิสลามว่า

บุรุษผู้นี้คือใคร โต๊ะครูบอกว่า "ผู้นำความโกรธเกรี้ยวของพระเจ้ามามอบให้พวกเรา!!"

 

ว่าแล้วเจงกิสข่านก็สั่งสุโบไต(แม่ทัพมองโกลผู้เรืองชื่อผู้หนึ่ง)ว่า

"ตามล่า ชาห์ โมฮัมเม็ด ให้ได้ ข้ารู้มันเป็นเรื่องง่ายสำหรับท่าน”

สุโบไตพร้อมด้วยทหารม้า 2,000 นาย บุกตามล่า อดีตกษัตริย์เปอร์เซีย อย่างเร่งรีบ

แทบไม่น่าเชื่อในทุกๆเมืองที่ขวางทาง ไม่มีเมืองไหนทานการบุกของทหารมองโกลเพียง 2,000 นายนี้ได้เลย

วันหนึ่งที่ ชาห์ โมฮัมเม็ดนอนในเต๊นแล้วตื่นขึ้นมาก็พบเต๊นตัวเองถูกยิงด้วยธนูจนพรุน

ท้ายสุดกษัตริยืผู้ยิ่งใหญ่แห่งเปอร์เซียต้องตายอย่างอนาถาแม้แต่ผ้าห่อศพยังไม่มีที่ไครเมียร์

โดยเหลือข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์เพียง 1 คน

Comment

Comment:

Tweet

.0

#3 By (180.183.41.252|180.183.41.252) on 2014-07-12 16:41

พวกจินหรือกิมก็คือเผ่าหนี่ว์เจิน ซึ่งได้สถาปนาแคว้นต้าจินหรือกิมนั้น น่าจะเป็นพวกเดียวกับแมนจูมากกว่า คงไม่ใช่พวกเกาหลี เพราะสมัยที่เกาหลีขยายสามารถอาณาเขตครอบครองภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้ก็คืออาณาจักรโกคูรยอ (ประมาณ 37 ปีก่อน ค.ศ. - ค.ศ. 668) ครับ big smile

#2 By StarDust (103.7.57.18|110.171.135.241) on 2012-10-21 16:12

มีแหล่งอ้างอิงไหมครับ
รู้สึกคลาดเคลื่อนไปเยอะมากๆ ขนาดชื่อเมืองยังผิดเลยsad smile

#1 By StarDust (103.7.57.18|110.171.135.241) on 2012-10-21 16:04